ตวนรัก บำเรอหวาม : บทที่ 6 สงครามบนเตียง : ภีมวัจน์~

(1/1)

จันทร์แก้ว:
บทที่ 6 สงครามบนเตียง
   ก้ามปูใจเต้นระรัว ไม่ทราบเหมือนกันว่าทำไมใจถึงเต้นแรงมากมายขนาดนี้ ความอุ่นซ่านที่ได้รับยังตราตรึงที่ริมฝีปาก ยิ่งอยู่ในอ้อมแขนของเขาเช่นนี้หญิงสาวยิ่งหวั่นไหว ลืมความกลัวเจ้างูตัวเคืองนั่นไปได้อย่างไรก็ไม่ทราบได้ ใบหน้าร้อนผ่าวอับอายเขาเหลือเกิน
   เอริคผ่อนร่างบอบช้ำที่ยังคงสั่นงันงกลงบนพื้นพลางก็ถามเสียงทุ้ม “ยืนไหวไหม”
   หญิงสาวเพียงพยักหน้า เมื่อเท้าแตะพื้นเธอก็ยืนตัวแข็งเพราะมือเย็นๆ ของเขารั้งถอดเสื้อของเธอให้ออกจากร่าง
   “จะทำอะไร” ถามเสียงหวั่นไหว
   เอริคชะงัก “อาจะช่วยถอดเสื้อให้เราเข้าไปอาบน้ำใหม่ ดูสิเลอะไปหมดทั้งตัวเลย ต้องรีบเปลี่ยนเสื้อผ้า ไม่งั้นพรุ่งนี้เราอาจจะเป็นไข้ อากาศยิ่งหยาวๆ อยู่ด้วย”
   “ไม่ต้อง! ปู... ถอดเองได้” หญิงสาวเม้มปากพวงแก้มระเรื่อแดง เดินเข้าห้องน้ำโดยมีเขาตามประคองไม่ห่าง
   เมื่อได้อยู่ในห้องน้ำเพียงลำพัง หญิงสาวก็รู้สึกอายตัวเองนัก เธอพยายามหนีแต่ก็ทำไม่ได้ แถมยังต้องให้เขาช่วยเธออีกต่างหาก โอย... ทำไมเรื่องถึงเป็นแบบนี้
   เอริคเดินลงจากบ้านไปดูรถที่ยังคงติดเครื่องค้างอยู่ ชายหนุ่มจุดยิ้มเมื่อนึกถึงเหตุการณ์ชวนเวียนหัวเมื่อครู่ เขาล่ะตื่นตกใจคิดว่าเธอจะขับรถหนีไปถึงไหนๆ แล้วซะอีก พอนึกถึงงูตัวนั้นแล้วก็อดขำไม่ได้ เขาควรห่วงเธอหรือห่วงงูดีนะ เฮ้อ... พรุ่งนี้เขาคงต้องขอความช่วยเหลือจากคนงานให้มาช่วยเอารถขึ้นจากการตกหล่มเสียแล้ว
   เอริคเดินไปดับเครื่องดึงกุญแจล็อกรถเดินขึ้นบ้านมานอนมองก้ามปูเช็ดผมอยู่คนละฝั่งของเตียง ก้ามปูนั้นออกจะกระดากอายอยู่มาก ยิ่งต้องนอนร่วมเตียงด้วยกันแล้วมันก็ช่วยไม่ได้ที่จะทำให้เธอสงสัยว่าเมื่อคืนที่ผ่านมา เขาทำอย่างนั้นกับเธอจริงๆ เหรอ ทำไมเธอจำอะไรไม่ค่อยได้เลย มันเหมือนความฝันที่ไม่ปะติดปะต่อทั้งพร่าเบลอและมั่วซั่วไปหมด
   “ยังจะคิดหนีอีกไหม”
   เขาถามเสียงหยันๆ น้ำเสียงฟังดูหมิ่นๆ พิกล จนก้ามปูหน้าร้อนวาบ
   “ก็ถ้าปูยังคิดหนีอยู่ อาริคห้ามปูได้เหรอ” หญิงสาวตวัดสายตาเขียวปั้ดมองเขา
   เอริคยิ้มหยัน “ก็ไปให้มันไกลๆ กว่านี้ก็แล้วกัน”
   “แน่ล่ะ ไม่มีใครย่ำอยู่ที่เดิมหรอก ครั้งนี้ปูจะถือว่าเป็นประสบการณ์ คราวหน้าปูจะทำให้ได้ตามคำแนะนำของอาริคแน่นอน”
   เอริคมองเรียวปากเห่อช้ำที่ขยับเอ่ยวาจาเก่งกล้าหน้าตาเฉยนั้นแล้วนึกอยากจะสั่งสอนนัก
   “แล้วยังไง ...สุดท้ายก็คงได้แค่นี้”
   “อย่ามาดูถูกเขานะ ถ้าปูหนีไปได้เมื่อไหร่ อาริคเตรียมตัวติดคุกได้เลย ไม่ต้องมาคิดรับผิดชอบ...เพราะปูไม่ต้องการ!”
   เอริคกัดกรามกรอด “จะแจ้งตำรวจจับผัวเหรอ อาเป็นผัวเรานะก้ามปู” ยังหรอกเขายังไม่ใช่ผัว เขายัดเยียดให้เธออย่างลืมตัว
   “ไม่ต้องมาพูดจาหน้าเกลียดแบบนี้กับปู” หญิงสาวหน้าร้อนวูบวาบ
   “หรือไม่จริง” เอริคจงใจยิ้มเยาะหยัน
   “ไม่จริง” ก้ามปูเม้มปากอย่างโกรธกรุ่น หญิงสาวมองเขาด้วยดวงตาเขียวปั้ดเจือปนความเกลียดชังที่เริ่มขึ้นตั้งแต่เมื่อเช้า ...
   “ไม่ต้องมามองอาด้วยสายตาแบบนั้น” เอริคหน้าเครียด
   ก้ามปูยิ้มเย็นถาม “ปูมองอาริคแบบไหนหรือคะ”
   “อย่าทำเป็นเด็กไม่รู้จักโตหน่อยเลย อาไม่ชอบสักนิด”
   “แล้วใครอยากให้ชอบ”
   “นั่นสินะ... ใครอยากให้ชอบ” นัยน์ตาสีน้ำข้าวเย็นเฉียบเมื่อนึกถึง ‘คนที่อยากให้ชอบ’
   “เสร็จหรือยัง เสร็จแล้วก็ปิดไฟซะทีอานอนไม่หลับ”
   เอริคพูดเสียงเหนื่อยหน่าย ก้ามปูก็พึ่งมารู้ตอนนี้นี่เองว่าที่เขานอนมองเธอมาตั้งนานนี้ก็เพราะนอนไม่หลับหากไม่ปิดไฟ หญิงสาวลุกเดินเอาผ้าขนหนูไปเก็บแล้วขึ้นเตียงเดียวกันกับเขา เขานอนหันหลังให้เธอแล้ว แต่ก็นั่นล่ะเธอก็ยังไม่ไว้ใจอยู่ดี ก้ามปูคว้าหมอนข้างมากางกั้นแล้วปิดไฟ เอนตัวลงนอนบ้างทว่าหัวยังไม่ถึงหมอนดีร่างทั้งร่างก็ถูกรั้งเข้าชิดอกแกร่ง
“อุ้ย! ปล่อยนะคะ ปูเจ็บนะ” ก้ามปูประท้วงอ้อมกอดที่รัดแน่น ใบหน้าของเธอชิดกับต้นคอของเขา กลิ่นกายอุ่นๆ ทำหัวใจเต้นแรงอย่างห้ามไม่อยู่ หมอนข้างของเธอมันร่นไปอยู่แทบเท้าเรียบร้อนแล้ว
“เจ็บก็ช่างปะไร”
“เอ๊ะ! ปล่อยเดี่ยวนี้นะ”
“ถ้าอาไม่ปล่อยเราจะทำอะไรอา” เอริคจงใจกระชับรัดเอวคอดเข้ามาจนชิดหน้าท้องแน่นเครียดด้วยมัดกล้ามของเขา ก้ามปูรู้สึกหายใจไม่ทั่วท้องขึ้นมาทันที ร่างกายระบมปวดสมทบ ทั้งทรวงอกที่บดเบียดแนบชิดก็ทำให้เธอตื่นตัวเหมือนโดนไฟฟ้าช็อดอยู่หลายครั้ง
   “ก็ทำอย่างนี้ยังไงล่ะ” หญิงสาวแยกเคี้ยวแล้วขบกัดต้นคอของเขาอย่างตั้งใจให้เจ็บ
   “โอ๊ะ!โอ๊ย!” เอริคผลักร่างบอบช้ำออกห่างทันที หญิงสาวก็ยอมปล่อย มือเล็กคว้าหมับหมอนข้างขึ้นมากอดทั้งผ้าห่มคลุมร่างจะเหลือก็เพียงช่วงดวงตาขึ้นไปเท่านั้น
   “เป็นหมาบ้ารึไงหา!”
   “ใช่! แล้วก็จะบ้ามากกว่านี้ด้วยถ้าอาริคมายุ่งกับตัวปู”
   “เรานี่เหลือขอจริงๆ” เอริคตาลุกใส่ ผ่านความมืดสลัว แต่เหมือนก้ามปูจะไม่เห็นเสียด้วย
   “อาริคก็เหลือขอเหมือนกันนั่นเหละ ก็ไหนบอกไม่ชอบเขา ไม่แต่งงานกับเขา แล้วมากอดเขาทำไม คนผี!” หญิงสาวเผลอตอบโต้ด้วยน้ำเสียงตัดพ้อ
   “อาเห็นว่าตัวเราช้ำหรอกนะถึงจะทำแค่กอด ก็ถ้ารู้ว่าปากเก่งอย่างนี้อาก็จะไม่แค่กอดหรอกนะ” เอริคเข่นเคี้ยวพูด
   พอเขาขยับเข้ามาใกล้ ก้ามปูก็รีบขยับหนี “อย่ามาแตะต้องตัวเขานะ”
   “ทำไมจะแตะไม่ได้”
   “อุ๊!”
   เอริคกระชากร่างที่กอดหมอนค้างไว้แน่นเข้าหาตัวแล้วกระตุกเพียงครั้งเดียวหมอนค้างใบนั้นก็หลุดมือก้ามปู ชายหนุ่มเหวี่ยงมันลงเตียงไม่รู้ว่าจะไปตกอยู่ที่ตรงไหน ยิ้มออกมาอย่างเจ้าเล่ห์และโหดเหี้ยม ก้ามปูพยายามผลักไสเขาแต่ก็ไม่เป็นผล ปากอุ่นร้อนนั้นระดมจูบทั่วใบหน้าหญิงสาวก็ซุกหนีเป็นพัลวัน ชายหนุ่มบังคับหญิงสาวด้วยการแทรกมือเข้าไปในกลุ่มผมสวยเพื่อไม่ให้เบี่ยงหลบจูบเร้าร้อนจากเขาได้
   ปากร้อนที่บดเบียดเรียวปากก้ามปูนั้นทั้งหยาบคายจาบจ้วงกระด้างและป่าเถื่อนจนหญิงสาวเจ็บระบบไปหมด รอยเดิมยังไม่จางหายเขาจงใจซ้ำย้ำเติมอีกแล้ว ก้ามปูโกรธจนลืมกลัวเมื่อโอกาสนั้นเองที่หญิงสาวนึกอยากจะให้เขารู้ว่าเธอเจ็บแค่ไหนที่โดนเขาทำแบบนี้ หญิงสาวขบกัดเรียวปากหยักได้รูปนั้นอย่างลืมอาย
   “อ๊ะ....!” เอริคอุทานเสียงสั้น นึกฉุนอย่างแรง ฟันซีเล็กที่ขบกัดเขานั้นคงจะจงใจให้ขาดเสียกระมัง ชายหนุ่มยกมือกำรอบละคอระหงบีบเบาๆ ให้เธอเจ็บ และก้ามปูก็ยอมปล่อยจริงๆ แม้จะบีบเบาๆ แต่แรงผู้ชายกับผู้หญิงนั้นต่างกันมาก พอชายหนุ่มปล่อยมือเท่านั้นหญิงสาวก็ไอโขลกเขลกจนคนบีบถลาเขาหา ชายหนุ่มลูบหลังลูบไหล่แตกตื่นหญิงสาวก็ผลักออกทั้งถลึงตัวหนีห่าง
   “ไม่บีบให้ตายไปเลยล่ะ!” ได้ทีก็ประชดกลับ
   เอริคหน้าเปลี่ยนสีทันที “เรานี่มันเหลือทนจริง”
   “อาริคก็เหลือทนเหมือนกันแหละ เกลียดนัก... คิดว่าตัวเองมีอำนาจอยู่คนเดียวรึไง ปูไม่ยอมให้อาริคมาหาเศษหาเลยกับร่างกายของปูหรอก แค่ครั้งเดียวก็เกินพอ ถ้ามากกว่านี้คงใส่ตะกร้าล้างน้ำให้ใครไม่ได้แน่” พูดแล้วความน้อยใจก็ตีตื้นขึ้นมาเป็นริ้วๆ ประโยคที่เขาพูดโทรศัพท์กับเพ็ญฤดีเธอยังจำได้ขึ้นใจ เขาใจร้าย ช่างหยามเกียรติกันเหลือเกิน
   “อย่าคิดเชียวว่าจะได้ลงตะกร้าไปหาใครได้ รู้ไว้ด้วยว่าถ้าผ่านมืออาแล้วล้างยังไงมันก็ไม่สะอาด”
ก้ามปูหน้าแดงก่ำด้วยความอับอาย ความมืดสลัวคงช่วยพรางความอับอายของเธอจากเขาได้นะ แต่ตอนนี้หน้าตาของเขาที่เธอมองเห็นผ่านความสลัวช่างน่ากลัวเหลือเกิน เขาจะโกรธอะไรเธอนักหนากันนะ
“คนเห็นแก่ตัว!”
“ใช่! อามันเห็นแก่ตัว”
“คนไม่มีความรับผิดชอบ!”
“ใช่! อามันไม่มีความรับผิดชอบ”
“คนเลว!”
“ใช่! อามันเลว แต่อาจะเลวกับเราคนเดียวเท่านั้นแหละก้ามปู” เอริคพูดขรึม เอื้อมมือจับรอบข้อมือเรียวเล็กแสดงความเป็นเจ้าของ ก้ามปูก็พยายามสะบัดออกเขาก็ยิ่งกำแน่นดั่งว่าต้องการให้กระดูกของเธอแตกหักอย่างนั้นล่ะ
“ปูเกลียดอาริคแล้ว ไม่ชอบแล้ว ไม่รักด้วย ไม่เคยคิดจะรัก!” หญิงสาวพ้อทั้งน้ำตาคลอเบ้า น้ำเสียงที่สั่นเครือนั้นคงทำให้เขารู้ล่ะว่าเธอกำลังจะร้องไห้
“เกลียดได้เกลียดไป!” ชายหนุ่มพูดเสียงเย็นชา ทว่าแรงบีบที่ข้อมือกลับคลายตัวออก
“คนสัตว์!”
เพียงคำเดียวที่หลุดออกมาจากเรียวปากคู่สวยของก้ามปู เอริคก็ถึงกลับบันดารโทสะด้วยการสะบถด่าเสียงดัง
“ระยำ!”
“อาริคว่าใคร” หญิงสาวปัดน้ำตาออกจากหน้า นึกเกลียดอาหนุ่มของเธอยิ่งนัก
เอริคนิ่วหน้า “ก็ไม่ได้ว่าเราแล้วกัน” สะบัดเสียงตอบ
“ระยำ!”
“เราว่าใครน่ะก้ามปู!” ชายหนุ่มขึงตึงอารมณ์ถาม
“ก็ไม่ได้ว่าอาริคก็แล้วกัน” หญิงสาวย้อน
“ไม่จริงหรอก ก็เราว่าอาชัดๆ อาได้ยินเต็มสองหู”
“อย่ามาหาเรื่องกันดีกว่า ปูก็แค่พูดไปลอยๆ แต่ถ้าอาริคจะรับไปมันก็เป็นเรื่องของอาริค”
“ตัวยุ่ง!”
   “อย่านะ!” หญิงสาวเสียงเขียวใส่เมื่อเขายื่นมือมารั้งตัวเธอเข้าไปหาอย่างรวดเร็ว แม้เธอจะระวังตัวอยู่แล้วก็ยังไม่พ้นอยู่ดี
   ก้ามปูตัวสั่นทั้งกลัวทั้งโกรธจนแยกไม่ถูกว่าอย่างไหนมากกว่ากัน หญิงสาวอ้าปากจะร้องแต่ก็ถูกปิดเอาไว้แนบแน่นด้วยริมฝีปากของอีกฝ่าย
   หัวใจหญิงสาวกระตุกวาบ ชาไปทั้งตัวด้วยความตกใจ หลายนาทีต่อมาจึงรู้สึกถึงความแข็งแกร่งของอกกว้างที่อกนุ่มๆ ของเธอแนบอยู่ ต้นขาเรียวขนาบไปกับต้นขาแข็งแรง ทามทับเบียดชิดกันอยู่อย่างนั้นด้วยแรงกอดรัดของอีกฝ่าย ลิ้นอุ่นชื้นของเขาเกี่ยวกระหวัดเร้าร้อนครอบครอง ก้ามปูรู้สึกตัวเองอ่อนเหลวไปหมดกับอารมณ์ที่คุกกรุ่นร้อนวูบวาบทั้งกาย ดูมันจะมากเกินไปชนิดที่หญิงสาวตั้งตัวไม่ติด มือร้อนร้ายกาจลูบไล้เข้าใต้สาบเสื้อดั่งกระแสไฟ 2,000 โวลต์กระชากวิญญาณตัวชาหนึบ หากความร้อนที่ได้รับนอกจากจะส่งผลให้สมองพร่าเบลอแล้วมันยังเรียกสติที่ตลึงพรึงเพริดกลับมาได้
   ฝ่ามือน้อยๆ คว้าหมับที่เส้นผมน้ำตาลเข้มบนศีรษะของคนลุกประชิดเรียวปากของเธอเต็มกอบเต็มกำมือได้ก็กระชากกลับหลัง
   “โอ๊ย!” ใบหน้าคมเข้มแหงนหงายตามแรงดึงคอแทบหัก หนังศีรษะปวดร้าวดึงอารมณ์รัญจวนใจให้หายวับไปกับสายลม “ปล่อยเดี๋ยวนี้นะ! เด็กบ้า!” ชายหนุ่มเข็นเคี้ยวขณะที่ก็ยังกอดรัดร่างนุ่มนิ่มหอบกรุ่นไม่ยอมปล่อย
   “อาริคปล่อยปูก่อนสิ!” หญิงสาวต่อรอง
   “จะปล่อยดีๆ ไหม”
   “ไม่! อาริคต้องปล่อยปูก่อน แล้วก็ลงไปนอนที่โซฟาด้วย”
   เอริคกัดกรามกรอด “ไม่เคยมีใครบอกหรือไงว่าอย่าเล่นหัวผู้ชาย!”
   จบคำ อ้อมกอดก็คลายออกแต่มือหนากลับเปลี่ยนมากอบกุมนวลเนื้อดอกบัวคู่งานเต็มกอบและบีบเค้น
   “โอ๊ย!!” เจ้าของมันหน้าบิดเบ้ทั้งแดงก่ำอับอายเป็นที่สุด
   “ไง? จะปล่อยผมอาได้หรือยัง” ถามพลางก็ขย้ำขยี้พลาง ยิ้มเยาะหยัดอย่างผู้กำชัยเหนือกว่า
   “คนหน้าด้านหน้าทน คน...โอ๊ยยย!” เจ็บจนน้ำตาเล็ด
   “หรือจะอยู่มันอย่างนี้ทั้งคืน?” เขาถามอย่างไม่ทุกข์ร้อนสักนิดว่าศีรษะของตนจะถูกมือเรียวเล็กดึงผมอยู่ แต่กลับยกยิ้มได้ใจเสียอีกเมื่อรับรู้ถึงความเครียดตึงดีดตัวสู้แรงสัมผัสอย่างน่าเจ็บใจของเจ้าของมัน แรงบีบเค้นนั้นถึงจะหนักหน่วงแต่ก็ใช่จะมีแค่ความรู้สึกเจ็บปวด มันแทรกมาด้วยความซ่านเสียวอย่างหักห้ามไม่ได้เลยสักนิด
ก้ามปูกัดฟันตอบ “ได้ปูจะปล่อย แต่อาริคต้องปล่อยปูเหมือนกัน”
“ทำไมอาต้องปล่อยด้วย”
“เอ๊ะ!” หญิงสาวขึ้นเสียงขัดใจ สองมือที่ยึดตึงเส้นผมทั้งสองข้างเผลอขยุ้มดึงแรงขึ้นตามแรงอารมณ์ เอริคถึงกลับห่อปาก หน้าอกหน้าใจที่เขากอบกุมจะเจ็บขนาดไหนนะเขาอยากรู้จริงๆ เจ็บเหมือนที่เขาเจ็บอยู่หรือเปล่า
“ได้ๆ อาจะปล่อย ...เอ้าปล่อยอาสักทีซี...”
พอมือหนาคลายออก ความรวดร้าวก็แล่นปราบเล่นงาน หญิงสาวรีบปล่อยมือมากอดอกตัวงอ แม้จะมืดทว่าแสงสลัวก็ทำให้เอริคเห็นทุกอย่างได้ชัดอยู่บ้างจึงถลาตัวเข้าหา
“ไม่! ไม่ต้องเข้ามา ขยับออกไปห่างๆ เลยคนใจร้าย”
“อาขอโทษอา...อา ...”
“ลงไปนอนโซฟาโน้น!”
“ไม่ อาจะนอนบนนี้ใครจะทำไม”
ก้ามปูมองฝ่าความมืดไปหาใบหน้าคมเข้มอย่างกับจะกินเลือดกินเนื้อ ดีดตัวที่ระบมช้ำขยับหาที่นอน พลางก็กวาดตามองหาหมอนข้างเห็นสีขาวๆ ที่มุมห้องก็ยิ่งฉุนโกรธ
“ไม่มีใครทำอะไรอาริคได้หรอก ได้! อยากนอนก็นอนไปแต่อย่าล้ำเส้นของปูก็แล้วกัน”
เอริคขยับเข้าหา “อาจะล้ำ...”
ตุบ!
ก้ามปูลุกนั่งคว้าหมอนได้ก็ซัดตุบไปที่หน้าคนหน้าด้านหน้าทนทันที
“เข้ามาสิ ปูซัดไม่ยั้งแน่”
เอริคชะงัก กึ่งจะขำกึ่งจะโกรธคนที่แผ่แม่เบี้ยปกป้องเขตแดนตัวเองเหลือเกิน ชายหนุ่มรู้สึกอารมณ์ดีขึ้นมาเป็นกองเพียงแค่ได้ต่อปากต่อคำกับหญิงสาว ปกติเขาไม่ใช่คนช่างพูดแล้วยิ่งกับหลานสาวขี้อ้อนคนนี้เขาแทบไม่ได้พูดอะไรด้วยเลย นอกจากรับปากส่งๆ ไปเวลาที่ก้ามปูมาอ้อนขออะไรจากเขา
“มันผ่านวันสงครามหมอนมาเป็นอาทิตย์แล้วนะ”
“ปูก็ไม่ได้เล่นสงครามหมอนกับอาริคแน่ ปูแค่ต้องการจะนอนคนเดียว...โดยที่ไม่มีใครมาเอาเปรียบ ตัวปูเจ็บขนาดนี้ อาริคยังจะใจร้ายกับปูไปถึงไหน ปูเหนื่อยนะ... อยากพัก...”
“อาก็ไม่ได้ทำอะไรเรานี่” เอริคลอยหน้าลอยตาตอบ แม้จะใจอ่อนยวบไปกว่าครึ่งเมื่อนึกถึงรอยเขียวๆ แดงๆ ที่เขาเป็นคนสร้างไว้เต็มตัวเธอ
“ไม่ได้ทำกะผีสิ”
“เอ้าๆ...” ชายหนุ่มยกมือยอมแพ้ ลุกนั่งประจันหน้ามองคนตัวเล็กที่ถืออาวุธไว้อย่างเหมาะมือ เขาคิดว่าถ้าเพียงเขาขยับเข้าใกล้อีก หมอนใบนั้นก็คงกระหน่ำมาที่เขาเป็นแน่ หากแค่หมอนล่ะเขาไม่กลัวหรอกแต่สงสารคนที่ถือมันน่ะสิ มันก็จริงของเธอเขาน่าจะให้เธอพักสักหน่อยเธอเหนื่อยมาทั้งวันแล้ว เขาเองก็เหนื่อยแต่จะให้ลงไปนอนที่โซฟาน่ะหรือ...
“อาจะยอมลงไปนอนที่โซฟาให้ก็ได้” ก้ามปูยิ้มดีใจขยับตัวมองเขาอย่างอารมณ์ดีขึ้นทว่าก็ต้องบูดบึ้งเมื่อคำว่า... “แต่...” หลุดออกมาจากปากของเอริค
“แต่อะไร” ก้ามปูถามอย่างไม่ค่อยไว้ใจ
“อืมม์...” เอริคยกมือจับปลายคางตั้งท่าคิด เขาชักอยากรู้ว่าก้ามปูสนใจอาคนนี้มากน้อยแค่ไหนขึ้นมาทันที ดังนั้นเขาจึงตั้งข้อตกลง “เราต้องตอบคำถามอาให้ได้ทุกข้อ คำถามก็ง่ายๆ เกี่ยวกับตัวอา”
“ไม่ คนเห็นแก่ตัว... ถ้าอาริคจะเล่นอย่างนี้กับปู งั้นปูก็ขอใช้สิทธิ์ที่จะไม่ตอบคำถามอะไรเลย”
“ไม่ได้เราต้องตอบทุกคำถามที่อาจะถาม” ชายหนุ่มพูดอย่างคนเอาแต่ใจ
ก้ามปูเม้มปากเห่อช้ำอย่างแสนเคือง ขนาดนี้คงขัดไม่ได้สินะ ความถือดีอีกหนึ่งล่ะที่ทำให้หญิงสาวรับข้อเสนอไป “สามข้อ... ปูให้อาริคถามปูได้แค่สามข้อ ถ้าปูตอบได้อาริคต้องลงไปนอนที่โซฟา”
“สามข้อ? น้อยไป” เอริคยังไม่ยอม
“อาริค... ปูง่วงมากแล้วนะ” หญิงสาวเริ่มตาปรือจริงๆ และก็ปิดปากหาวเสียเลยด้วย
“อ่ะก็ได้”
“อาริคบอกเองว่าเกี่ยวกับตัวอาริคนะ” หญิงสาวรีบท้วงกลัวจะเสียท่า
เอริคยิ้มย่องเข้าทาง “อืม... ข้อแรก เรารู้ไหมว่าอาชอบสะสมอะไร”
ก้ามปูขมวดคิ้ว ชอบสะสมอะไรงั้นหรือ? หญิงสาวจำได้ว่าเพ็ญฤดีเคยพูดเล่นๆ กับเธอว่าเอริคชอบสะสมผู้หญิงไว้เป็นตุ๊กตาหน้ารถเห็นเอริคเปลี่ยนผู้หญิงบ่อยๆ เหมือนที่ชอบเปลี่ยนรถบ่อยๆ ด้วย ผู้หญิงเหรอ? แต่ก้ามปูคิดว่าเขาน่าจะสะสมรถมากกว่าเพราะเธอเคยถูกพาไปโชว์รูมรถนำเข้าแล้วเห็นเขากวาดซื้อมาตั้งหลายคัน ซื้อมาก็ขับบ้างจอดให้เจ้าแมวเหมียวของเธอไปซุกตัวนอนใต้ท้องรถเล่นบ้าง เขาคงชอบสะสมรถแน่เลย
“ไงอย่าคิดนานสิ อาปรับแพ้ได้นะ”
“รถ... อาริคชอบสะสมรถ” หญิงสาวตอบเสียงมั่นคง เอริคเองก็ยิ้มพอใจ เพราะอย่างน้อยเรื่องที่เขาชอบสะสมรถนี่ก็ไม่เคยมีใครรู้นอกจากตุลากันย์ที่เขาชอบชวนไปท่องโชว์รูมหามาประดับราศีอยู่บ่อยๆ
“ถูก” ก้ามปูอมยิ้มเมื่อได้ยินการตอบรับของเขา “ ไหนมาดูกันว่าเราจะรู้มากแค่ไหน เกี่ยวกับของสะสมของอา”
ก้ามปูหน้าสลดลงทันที แต่ก็ต้องยิ้มออกเมื่อได้ยินคำถาม
“รถคันไหนที่อาซื้อที่นิวยอร์คแล้วขนขึ้นเครื่องบินกลับมาด้วย” เอริคแสยะยิ้มเมื่อเห็นท่าทางอึกอักของคนตรงหน้า แต่เขาก็ต้องอึ้งเมื่อได้ยินเสียงหวานตอบว่า...
“เบนท์ลี คอนติเนนทัล ฟลายอิง สปอร์ ... อย่าบอกนะคะว่าไม่ใช่ เพราะอาริคเคยบอกเองว่าอาริคขนมันมาเพราะอยากให้ปูเห็น แล้วอาริคก็ยังบอกอีกด้วยว่ามันแฟงหูฉี่ เพราะงั้นอาริคเลยรักมันมาก” ก้ามปูยิ้มย่อง ทำไมเธอจะจำไมได้ล่ะ เจ้าเบนซ์สปอร์ตสีแดงเพลิงคันนั้นล่ะที่เธอเห็นก็ยังชอบ จึงมักอ้อนขอจากเขาแต่เขาก็ไม่ให้เธอทั้งที่มันก็เป็นเพียงรถคันหนึ่งในจำนวนหลายๆ คันของเขาที่จอดทิ้งไว้ในโรงรถ และที่สำคัญเขาบอกว่าเธอเป็นตุ๊กตาหน้ารถคันนั้นคนแรกด้วย
‘ดูเถอะ... ป้านึกว่าโรงรถบ้านเราเป็นโชว์รูมซะอีกนะเนี้ย’
คิดถึงคำเพ็ญฤดีหญิงสาวก็ปล่อยขำทันที แต่เสียงหัวเราะกิ๊กของก้ามปูดังกระทบหูเอริคให้ชายหนุ่มรู้สึกว่าถูกหยามกันซึ่งๆ หน้าซะได้
“ความจำดีนี่ ข้อสุดท้าย” ชายหนุ่มพูดเสียงหนัก “ไหนบอกชื่อรถที่อาซื้อไปจอดไว้ที่บ้านมาสักสิบคันซิ ความจำดีไม่ใช่เหรอ...”
ก้ามปูเม้มปากมองคนอารมณ์ไม่คงทีอย่างหมั่นไส้ บรรดารถของเขาน่ะหรือไม่ใช่จะยากสำหรับเธอเลยสักนิด แน่ล่ะ...ก็เธอไปหาเจ้าแมวที่ชอบไปนอนใต้ท้องรถของเขาบ่อยๆ ไปทีไรคนรถก็ยืนปัดฝุ่นมันอยู่ทั้งวันเพราะมันมีตั้งหลายคัน และเธอก็ชอบถามเสียด้วยว่ารถคันนั้นๆ ชื่ออะไร เห็นบ่อยๆ เข้าก็จำได้เองจนขึ้นใจเลยล่ะ
“ยอมหรือ” ชายหนุ่มเลิกคิ้วถามเยาะหยัน ทั้งขยับเข้าใกล้อีกต่างหาก
“ไม่ยอม ...นี้มันไม่ใช่คำถามนี่คะ แต่ก็ได้ค่ะ... แค่...สิบคันใช่ไหมคะ” หญิงสาวจงใจใช้คำว่า ‘แค่’ ถามด้วยความมั่นใจ เอริคก็กัดกรามนูนเด่นอยู่คนเดียว
“เอาซี่ ร่ายไปเลยสิบคันก็น่าจะพอ เรามันจะไปรู้อะไรกับรถของอา อย่าคิดว่าอาจะจำรถทุกคันที่อาซื้อไม่ได้เชียว รู้ใช่ไหมว่ารถทุกคันที่อาซื้อน่ะมีตุ๊กตาหน้ารถที่ถึงใจทุกคันเพราะฉะนั้นอาไม่ลืมมันพอๆ กับที่ไม่ลืมตุ๊กตาหน้ารถทุกคนด้วย จะมีก็แต่เจ้าเบนท์ลีนั่นแหละที่มีตุ๊กตาหน้ารถไม่ได้เรื่องอะไรเลย”
ก้ามปูรู้สึกหน้าชาเหมือนโดนตบหน้าฉาดใหญ่ ความน้อยใจตีตื้นขึ้นขอบตาอย่างห้ามไม่ได้ เขาจงใจย้ำอะไรหนักหนา เขาจะจดจำใครมันก็เรื่องของเขา แล้วใครล่ะตุ๊กตาหน้ารถราคาแพงที่นำเข้าจากต่างประเทศด้วยภาษีเงินก้อนอย่างเบนท์ลี คอนติเนนทัล ฟลอยอิง สปอร์ ถ้าไม่ใช่ก้ามปูคนนี้
“บอกแต่ชื่อนะคะไม่เจาะจงรุ่น ...โฟล์คสวาเกน, ไครสเลอร์, เฟียต, ซีตรอง, เกีย คาร์นิวัล, มิตซูโอกะ, ปอร์เช่, เมอร์เซเดส-เบนซ์, แอสตันมาติน ดีบีเอส, แล้วก็...”
“อีกคันสิ...” เอริคออกทึ้งๆ อยู่บ้าง หากเขาก็ต้องกระตุกยิ้มเมื่อเห็นท่าทางอึกอักของก้ามปู
... “ข้างนอกนั่น ซีดาน... เอ่อ... บีเอ็มดับเบิลยู”
    ความเงียบกระจายทั่ว สองสายตาสบประสานแม้ความมืดสลัวจะเป็นเครื่องอำพรางความรู้สึกเป็นอย่างดี ทว่าเอริคก็รับรู้ได้ว่านัยน์ตาสีนิลของคนตรงหน้ากำลังสั่นระริก
   “อา...”
   “รักษาคำพูดด้วย” หญิงสาวเตือน มองเขาอย่างน้อยใจ
   “ได้...” เอริคพยักหน้า “ แต่อาต้องได้จูบเราก่อน” จบความก็กระโจนเข้าใส่
   ตุ๊บ! ต๊บ!!
   “ว้าย! อุ๊บ!!”
   ฟาดหมอนได้สองครั้งมันก็ถูกกระชากไปไหนไม่ทราบ หญิงสาวผวาเฮือกเมื่อถูกร่างใหญ่โตโถมทับกักกันไม่ให้ดิ้นไปทางไหนได้ แขนทั้งสองข้างถูกรวบตึงเช่นเดียวกับเรียวปากนุ่มถูกทาบบดเบียดบังคับประกบปิดด้วยปากอุ่นร้อน
   เขาบังคับจูบเธอจนได้!
   ริมฝีปากอุ่นนั้นซุกไซ้ปากนุ่มหนักหน่วงหยาบกระด่าง หญิงสาวเม้มปากไม่ยอมให้เขารุกราน ชายหนุ่มก็ถอนจูบกระชากร่างบอบช้ำลุกนั่งได้ก็ยกทั้งร่างไปกดแผ่นหลังละมุนเข้าพิงเบียดชิดหัวเตียงค่อมเข่ากักกัน
   “ปล่อยนะ! จะทำบ้าอะไรคนไม่รักษาคำพูด” หญิงสาวแตกตื่นถามเมื่อเห็นเขาดึงทึ้งเสื้อคลุมตัวเองออกเผยแผ่นอกเต็มไปด้วยมัดกล้ามที่แม้จะสลัวรางเธอก็รู้ว่าเขากำลังเครียดขมึง หัวใจดวงน้อยเต้นโคลมครามไม่เป็นจังหวะ กรงเล็บเล็กตะกุยสิ่งที่อยู่ตรงหน้าเหมือนคนบ้าดีๆ นี่เอง ตัวดิ้นปากร้อง พอเขากระตุกสาบเสื้อคลุมตัวโคลงหญิงสาวก็งอตัวดีดหนี ชายหนุ่มจงใจทิ้งน้ำหนักนั่งทับ หญิงสาวก็ถึงกลับหมดแรงดิ้นทั้งร่างกายที่ระบมเจ็บนั้นก็ทดท้อแรงกำลัง น้ำตาเม็ดโตร่วงกราวเหมือนเด็กๆ
   “จะทำอะไร ปล่อยเดี๋ยวนี้นะ คนเลว!” ทว่าปากก็ยังกล้าพอจะร้องหาอิสรภาพ
   “จะทำอะไรน่ะเหรอ หึๆ ...” เอริคหัวเราะทวนความกระชากอีกครั้งเสื้อคลุมปราการชิ้นเดียวบนร่างอร่ามตาที่เขาบันทึกไว้ในหัวสมองตั้งแต่เช้าก็เป็นอันต้องสละยานเอาตัวรอดไปตกบนพื้นห้องเรียบร้อยแล้ว เสียงกร้าวกดเน้นหนักทำหัวใจคนฟังหล่นตุบ!...วูบไปทั้งอก
“อาก็จะเอาเราน่ะสิ!” เวลานี้แทบไม่ต้องคิดหาความหมายของคำว่า ‘เอา’เลยสักนิด เมื่อทุกอย่างชัดเจนขนาดนี้แล้ว
   “ไม่!” เบิกตาโพลงส่ายหน้าจนผมกระจาย “อย่านะ! ออกไป!! ว้าย... ช่วยด้วย!! ปล่อย กรี๊ดดดด!!!”
   ก้ามปูดีดดิ้นอีกครั้งด้วยแรงมดที่ยังพอมีเหลือ เธอจะร้องให้ใครช่วยล่ะ ยังหวังว่าใครจะช่วยอีกหรือ...ช่างเป็นความคิดที่โง่เขลาเสียจริงที่คิดว่าจะมีใครได้ยินและมาช่วยเธอได้ ร่างเปลือยเปล่านวลผ่องปรากฏชัดเจนท่ามกลางแสงสลัว ดอกบัวคู่งามอะร้าอร่ามตาชวนคลึงเคล้าคลุกคลีนั้นดึงสติที่คิดว่าจะแค่ลิ้มลองให้สมใจก่อนผละห่างไปนอนที่โซฟาถึงกลับกลืนน้ำลายอึกใหญ่กำหนัดขึ้นมาอย่างห้ามตัวเองไม่ได้  ปัดมือเล็กๆ ที่กอดอกปิดความงามออกเพื่อมองเต็มตาก่อนจะเคลื่อนเรียวปากเข้าหาเพื่อลิ้มลองทว่า...
   ฉาด! ฉาด!! ฉาด!!!
   “คนเลว! ไม่เป็นลูกผู้ชาย!”
   ต้องขอบคุณความอายและมันสมองที่พอมี อ๋อ! สติด้วยอีกหนึ่ง ที่สั่งการให้ฝ่ามือตะบันใส่หน้าคนไม่รักษาคำพูดได้เป็นผลสำเร็จ มันไม่ใช่แค่คิดอีกต่อไปแล้ว หญิงสาวกระทำการใหญ่ไปแล้วด้วยความคับแค้นใจ เห็นเขานิ่งไป ใบหน้าที่ถูกตบหันค้างเหมือนตกตะลึงหญิงสาวก็ขยับตัวโถมเข้าทุบหน้าผาที่ไม่หวั่นแรงกระทบน้อยนิดจากกำปั้นของเธอไม่ยั้งมือ
   “คนเลว! บัดซบ... คนชั่วช้า... คนตะบันสัตว์ คนสัตว์! คนสันดาน คน...!!!”
ถ่อยพรุสวาทบาดใจหยามเกียรติดังมาไม่ขาดสายพร้อมกำปั้นน้อยๆ ทุบอกเอริคอึกใหญ่ซ้ำเติมหลายครั้ง เอริคหลับตายอมรับปล่อยให้เธอทุบอกเขาอยู่อย่างนั้นหมายให้เธอกำจัดความหื่นกระหายที่บดบังสำนึกความเป็นคนของเขาออกไปให้หมด
ไม่ควรทำ เสียงก้อนเนื้อในอกดังก้องความรู้สึก
หากสมองกลับสวนทางไม่ห้ามยังยุยง ทำวันนี้กับวันหน้ามันต่างกันตรงไหน? จะทนไปทำไมในเมื่อสักวันหนึ่งก็ต้องมาถึงอยู่ดี
นั่นสิ! หัวใจมักไม่มีเหตุผลเหมือนมันสมอง เขาเห็นจริงก็วันนี้
กำปั้นน้อยยังคงรัวทุบ แต่เพียงไม่นานมันก็หนักจนยกไปทุบใครไม่ได้อีก ถ้อยความที่แสดงย้ำเตือนตัวเองว่าคนตรงหน้าเป็นยังไงเงียบหายไปเพราะลิ้นที่หนักจนกระดิกไม่ไหว จะมีก็แต่น้ำตาที่รินไหลเป็นทางยาวไม่ได้ขาด ร่างบอบช้ำถอนสะอื้นจนตัวโย่ง เธอทดท้อใจ หมดหวัง สิ้นหนทางจะหนี และก็รู้ผลด้วยว่าต่อจากนี้จะเกิดอะไรขึ้น เธอทำเขาขนาดนี้เขาจะเอาเธอไว้หรือ... คิดอะไรโง่ๆ นะก้ามปู
โถ่...ทำไมเรื่องอย่างนี้ต้องเกิดขึ้นกับเธอด้วย คุณพ่อคุณแม่ขา...ช่วยดลใจให้เขากลับมาเป็นอาริคคนเดิมของก้ามปูที ตอนนี้เขาทำให้ก้ามปูหวาดกลัวอนาคตไปหมดแล้ว ก้ามปูมองไม่เห็นอะไรอีกแล้ว
“ก้ามปู...” เสียงสั่นพร่าดั่งสัตว์บาดเจ็บถูกเปล่งออกมาเรียกขานพร้อมวงแขนที่รวบกระชับกอดให้อีกฝ่ายรับรู้ถึงความต้องการเต็มที่ หากแต่ก้ามปูก็ไม่ได้ตอบรับหรือดิ้นรนผลักไสอ้อมกอดสิเน่หานั้นเลย
“อาขอได้ไหม...”
ขอ... คำนี้ยังน่ารังเกียจเสมอ
ง่าย... ขนาดนั้นเลยหรือ?
ใช่แล้ว... เธอเข้าใจไม่ผิดหรอก รู้สิว่าเขาขออะไร... “ไม่ให้!” ตอบเสียงหนักทั้งที่รู้ว่าผลของมันก็คงไม่ต่างกัน!
“แต่อาจะเอา”
นั่นไง! เขาชอบบังคับอยู่แล้วนี่ คนใจร้าย...
“อาริคทำอย่างนี้ทำไม...” หญิงสาวชวนคุยเมื่อสายตาแลเห็นประตูที่เขาไม่ได้ปิด จะผิดไหมถ้าเธอคิดหนีอีกสักครั้ง วิ่งไปที่ถนนร้องหาใครก็ได้ให้มาช่วย เธอไม่เชื่อหรอกว่าที่นี่จะไม่มีคนอาศัยอยู่ หัวใจที่เริ่มชื่นพลันห่อเหี่ยวเพียงเสียงห้าวสั่นพร่าดังชิดเรียวปากนุ่มของเธอ
“นอนกับอาก่อนแล้วอาจะบอก”
โอ้! เขามาเล่นบทเจ้าเล่ห์อะไรเอาตอนนี้
เอริครู้สึกสติสัมปชัญญะชักจะรางเลือน เสียงหวานๆ ที่เอ่ยถามเขาแทบจะไม่ได้ยิน ร่างกายเจ็บร้าวปวดตุบๆ เหมือนจะปริแตกแยกออกเป็นเสียงๆ ร้อนจนแทบทนต่อไปไม่ไหว แล้วเขาจะทนทำไมล่ะ นั่นสิ..เขาจะทนทำไม
กลิ่นกรุ่นอุ่นไอสาวลอยพุ่งเข้ากระทบจมูก เอริคสูดดมด้วยความลำพองใจ ขยับออกห่างไปยังปลายเตียงให้คนหมดแรงดีใจเล่น มือเรียวเล็กรีบคว้าผ้าห่มมาคลุมกาย เป็นเวลาเดียวกับเสียงเฉียบก็ดังขึ้น ก้ามปูต้องสะดุ้งเบิกตาค้าง
“เอาผ้าออก”
โอ้! ไม่นะ... ก้ามปูส่ายหน้าทันที
เอริคหน้าเครียด “เอาผ้าออกแล้วเรามาตกลงกัน”
เขา... เอาเปรียบเธอ ตัวเขายังมือเสื้อคลุมที่เชือกยังรัดอยู่ที่เอว แต่เธอสิ... จะให้เธอนุ่งลมคุยกับเขาหรือยังไง
“ปูหนาว...” นั่นคือเหตุผลที่เธอคิดออก
“หนาว?” เอริคทวนความ “เลือกเอา... ระหว่างเอาผ้าออกแล้วคุยกันดีๆ หรือจะให้อากอดเราไว้เพื่อให้หายหนาวแล้วค่อยคุยกัน แต่บอกก่อนนะว่าไม่รับรองความปลอดภัย”
แล้วเอาผ้าออกเธอปลอดภัยงั้นหรือ ก้ามปูอยากจะถามออกไปนัก กระพริบตาปริบๆ พวงแก้มระเรื่อแดงก่ำในความมืดสลัว โอย... ตั้งแต่ย่างเข้าวัยสาวไม่เคยถอดเสื้อผ้าคุยกับใครสักที เขาเองก็เถอะ...
หากความคิดที่ขัดแย้งไม่สามารถห้ามมือตัวเองที่ค่อยๆ ดึงผ้าห่มออกจากร่างได้เลยสักนิด มือเรียวข้างหนึ่งยกขึ้นปิดอกอวบสล้างของตนหวังให้ลอดพ้นสายตาคนใจร้าย อีกมือหนึ่งก็ทำหน้าที่บิดบังสรีระสุดสงวนที่ไม่ว่าใครๆ ก็ต้องอายที่จะเผยมันต่อสายตาใคร หญิงสาวเบ้หน้าอยากจะร้องให้เสียงดังๆ ไม่ใช่แค่ปล่อยให้น้ำตาทำหน้าที่คนเดียวอยู่อย่างนี้
เอริคหายใจติดขัดเมื่อความมืดสลัวไม่สามารถปกปิดสิ่งที่เขาเห็นได้เลยสักนิด หากแต่ยิ่งจะทำให้จิตนาการเตลิดไปถึงไหนๆ ต่างหากเล่า เขานึกอยากจะลุกไปเปิดไฟเสียเลยเวลานี้ จะได้เห็นทุกอย่างชัดเจน เธอสวย... เขาไม่ปฏิเสธเลยว่าตั้งแต่พวงแก้มที่คงจะแดงก่ำเหมือนลูกเชอรี่ตลอดลำคอระหงหอมกรุ่นต่ำลงลาดไหล่บอบบางมาที่เนินเนื้อเต่งตึงดั่งดอกบัวแรกแย้มนั่นสวยสมวัยของเธอ เอวคอดกิ่วรับกับสะโพกผึงผ่ายลากเลื่อยลงมาตลอดต้นขาเรียวยาวนั้นน่ามองเป็นที่สุด เขาอยากจะเข้าไปจับแขนเรียวเล็กนั้นออกไปซะให้ห่างๆ ตัวเธอ เพื่อจะพิศมองสิ่งที่ถูกปกปิดให้เต็มสองตา อยากลิ้มลองชิมรสความหอมหวานจากกายเธอให้สมความปรารถนาที่พุ่งพล่านทั่วอกอยู่ขณะนี้
“รู้สึกยังไงตอนนี้”
ก้ามปูเม้มปากตอบ “เหมือนโดนเชือด”
“ดีนี่ ไม่เลวใช่ไหมล่ะ”  ชายหนุ่มอดอมยิ้มให้กับคำตอบของหญิงสาวไม่ได้
“ดีใจมากเหรอคะ ที่ทำให้คนอื่นทุกข์ใจได้”
“ก็ส่วนหนึ่ง” เขายักไหล่ตอบ รู้สึกผ่อนคลายขึ้นแต่สายตาก็ยังไม่ละไปจากช่วงเอวคอดกิ่วสักนิด
ก้ามปูรู้สึกว่าอากาศรอบข้างนั้นกดตัวหนาว และยิ่งหนาวมากขึ้นเมื่อมันแผ่วผิวมากระทบกายเธอให้ผวาสั่นขนรุกเกรียว
“จะพูดอะไรก็พูดมาสิ ...เหตุผลบ้าๆ ที่มันทำให้อาริคทำเรื่องเลวๆ อย่างนี้”
“ไม่คิดบ้างล่ะว่า... อาอาจจะทำเพราะความพอใจส่วนตัว ไม่เห็นจะต้องมีเหตุผลมากมายอะไรเลย” มันช่างเป็นความอัศจรรย์ใจเหลือเกินที่เขาพึ่งมาคิดก็ตอนนี้ว่าเหตุผลส่วนหนึ่งมันก็มาจากความต้องการของตัวเขาเองด้วย
“ไม่จริง... ถ้าเพราะแค่ต้องการนางบำเรอสักคน อาริคคงเลือกไปแล้ว... ก็ผู้หญิงที่อยู่รอบตัวอาริคไง ...ปูเหรอ? ...เรื่องอย่างว่าสักครั้งก็ไม่เคย อาริคจะบอกสิว่าพึ่งอยากนอนกับปูขึ้นมาก็ตอนนี้ที่ยังหาเจ้าสาวไม่ได้ ... ปูไม่ใช่ขนมขบเคี้ยวนะที่คิดอยากจะเคี้ยวเล่นเมื่อไหร่ก็ได้”
ไม่ปฏิเสธหรอกว่าตอนนี้เขาต้องการนอนกับคนตรงหน้านี้จริงๆ และอีกอย่างเขาต้องการความรักจากเธอด้วย ตลอดเวลาเขาคว้านซื้อรถหรูๆ ราคาแพงๆ ก็เพื่อเสริมบารมี เสริมราศี เพียงเพื่อถึงเวลาแค่กระดิกนิ้วผู้หญิงที่เขาต้องการก็จะเข้ามาหาให้เขาเลือก เธอคนที่ใช่ มาเป็นคู่ชีวิต เขาไม่ใช่ทำตัวเสเพลควงสาวไม่ซ้ำหน้า เพราะมันไม่ใช่นิสัย แม้เขาจะถูกมองว่าเป็นหนุ่มเพลบอยไปแล้วก็ตาม
แต่ที่เขาเปลี่ยนคู่ควงไม่ซ้ำหน้าก็เพื่อหาคู่ชีวิต แม้มาตรฐานจะขึ้นอยู่กับเรื่องบนเตียงก็ตาม ก็เขาคิดว่าชีวิตคู่มีเซ็กซ์เป็นส่วนประกอบสำคัญกว่าความรักหรือสิ่งอื่นใด เมื่อเซ็กซ์ผ่าน...ความรักก็จะตามมาเอง ดังนั้นเขาจึงไม่สนใจที่จะศึกษาดูใจว่าที่เจ้าสาวทั้งหกคนที่เขาเคยเลือกให้มาเป็นเจ้าสาวเลย สองในสีคนนั้นเขาใช่เวลาคืนเดียวด้วยซ้ำก็พาไปบ้านให้เพ็ญฤดีรู้ว่าเขาจะแต่งงานกับคนนั้น เพราะอะไรล่ะ เพราะเรื่องบนเตียงเธอกับเขาเข้ากันได้ดี เขาวัดมาตรฐานเธอคนนั้นเท่านี้เอง แต่เธอๆ เหล่านั้นก็ได้หลุดไปจากวงจรชีวิตของเขาหมดแล้ว
มันไม่ใช่ความสนุกและมันก็ไม่ใช่จะอิ่มเอมเปรมปรีดิ์เท่านั้นที่เข้ามาในชีวิตทุกครั้งที่ตื่นขึ้นมาแล้วเห็นผู้หญิงที่พึ่งรู้จักนอนอยู่ข้างกายในตอนเช้า มันคือความทุกข์ใจที่เขาถามตัวเองว่าใช่คนนี้หรือเปล่า? แล้วก็หาคำตอบที่ถูกต้องให้ตัวเองไม่ได้เลย หกคนที่ถูกเพ็ญฤดีไล่ไปจากชีวิตก็ไม่เห็นเขาจะอาลัยอาวอรใครเลย เขากลับรู้สึกเฉยๆ และก็บอกตัวเองว่าเดี๋ยวก็เจอแบบนี้อีกเท่านั้นเอง ใช่ล่ะ...ก็ด้วยความหล่อเหล่าสมบูรณ์แบบ ด้วยรูปโฉมอ่าองค์ ด้วยทรัพย์สินมากมายบรรณาการเพิ่มพูน ทั้งด้วยยศถาบรรดาศักดิ์หรือชาติพันธุ์วรรณา เขาเหนือกว่าหนุ่มนักธุรกิจมากมายหลายคนนัก แต่ทำไมล่ะเพราะความเพียบพร้อมเหล่านี้หรือเปล่าที่ทำให้เขาไม่เจอเธอคนนั้นสักที
จิตใจกร้าวกระด้างรอคอยและต้องการอยู่เสมอ เขาคงจะดำเนินแผนการตามหาชีวิตคู่ต่อไปหากหัวใจของเขามันไม่หวั่นไหวไปกับเด็กกะโปโลลูกผู้มีพระคุณมาตั้งแต่ต้น หรือตลอดเวลานั้นเขาพยายามหนีความจริงที่ว่า ชีวิตคู่ต้องใช่ความรักนำทาง แล้วถ้าวันนี้เขาเลือกที่จะลองเชื่อในความรักสักครั้ง เขาจะพบเจอชีวิตคู่ที่ทำให้เขาไม่รู้สึกโดดเดี่ยวอยู่หรือเปล่า เธอล่ะก้ามปู... เราจะแก้สมการชีวิตสมรสให้อาได้หรือเปล่า
“ถ้าเหตุผลคืออาอยากแต่งงานกับเราล่ะก้ามปู”
ก้ามปูอึ้ง ก้อนเนื้อข้างซ้ายกระตุกแรงๆ อยู่หลายครั้ง ก่อนจะได้ยินเสียงตัวเองปฏิเสธ “ไม่จริงหรอก ถ้าอยากแต่งก็แค่พาปูกลับบ้านไปก็เท่านั้น ทำอย่างนี้ได้อะไรขึ้นมา ...การกระทำของอาริคครั้งนี้มันไม่เท่ากับการข่มเหงน้ำใจกันหรอกหรือ” เหตุผลของเขาฟังไม่ขึ้น มันไม่ใช่เหตุผลแน่นอน
“ยังหรอกอายังไม่ยอมให้เรากลับบ้านแน่ ถ้าการที่อาต้องการอยู่กับเราเพียงสองคนเพื่อศึกษากันและกันมันเป็นการข่มเหงน้ำใจอาไม่มีอะไรจะอธิบาย” นั่นล่ะ... เขาได้ตอบทุกเหตุผลออกไปแล้ว เหตุผลแรกที่ว่าต้องการทำให้เพ็ญฤดีเจ็บใจเล่นนั้นตกอันดับไปเลย แต่เหตุผลหลักคือเขาเจอ ‘เธอคนนั้น’ แล้วต่างหาก และมาตรฐานก็เริ่มที่ความรู้สึกไม่ใช่เซ็กซ์อีกต่อไปแล้ว
“กลับบ้านก็ศึกษากันได้...” ก้ามปูรู้สึกใจอ่อนยวบ เมื่อได้ยินสิ่งที่เขาพูด หากความดื้อดึงไม่เห็นด้วยก็ยังมีมาก ก็ถ้าอยู่กับเขาสองต่อสองโอกาสจะเป็นอย่างนี้ก็มีมากเหลือเกิน อย่างตอนนี้ไง แล้วหากเขาเกิดนึกบ้าขึ้นมาอีกล่ะ หรือการศึกษาของเขาก็คือการขึ้นเตียงศึกษากัน คิดมาถึงตรงนี้ร่างที่แดงเถือกก็ยิ่งออกร้อนทว่าก็ยังสั่นเพราะหนาว
“เราจะขอเวลานานเท่าไหร่” จู่ๆ เขาก็ถามขึ้น
“เวลาอะไรคะ?” ถามอย่างสงสัย
“เวลาที่เราจะยอมเป็นของอา” เอริคเอื้อมมือไปคว้าผ้าห่มมากอดจ้องมองร่างเปลือยเปล่าเขม็ง ก้ามปูอยากจะมุดดินหนีไปเสียให้รู้แล้วรู้รอด ความโกรธระคนอับอายวิ่งมาสมทบเป็นริ้วๆ แต่เหมือนความเขินอายนั้นดูจะมากกว่า
“ปู...เอ่อ..” ก้มหน้าหลบอาย
“อาทิตย์...พอไหม?”
ก้ามปูเงยหน้าจะท้วงทันทีทว่าก็ช้ากว่าเขาที่โถมเข้าหา เอริคไม่รอคำตอบด้วยซ้ำปากอุ่นประกอบปิดกลืนกินเสียงประท้วงอู้อี้ในลำคอ เขาอาศัยตอนหญิงสาวไม่ทันตั้งตัวแทรกลิ้นอุ่นชื้นเข้าควานหาความหอมหวานหยอกเอิ้นชิวหาพาฝัน เร้ารัญจวนใจจนหญิงสาวอ่อนระทวย แรงดิ้นอึกอักห่างหาย ผ้าห่มผืนหนาถูกคลี่คลุมร่างเปลือยเปล่าที่เหน็ดเหนื่อยเกินกว่าจะต้านทานอารมณ์ตัวเองไหวอีกต่อไปแล้ว ดวงตากลมโตปรือหนักลงทุกที สมองก็พร่าเบลอหนักอึ้ง 
เอริคพร่ำบอกตัวเองว่าเขาต้องอดทนแม้แรงปารถรถนาของเขาในตอนนี้จะดุดันอย่างเช่นพายุบุเคมเคลื่อนที่ที่พร้อมจะโหมกระหน่ำผัดพาคำห้ามปรามจากก้นบึ้งของหัวใจออกไปให้หมดแล้วก็ทำตามที่ร่างกายต้องการก็ตามที
จูบนั้นเนินนานแทบขาดใจ เอริคผละห่างเรียวปากชุ่มช่ำเห่อช้ำยิ่งกว่าเดิม กระซิบพร่าชิดริมหูเป็นเสียงขับกล่อมส่งหญิงสาวเข้าสู่นิทราด้วยประโยคสั้นๆ ที่ว่า...
“หลับฝันดีนะ” ดังเข้าไปในภวังค์หวานที่เริ่มพร่าเลือนเต็มทีของก้ามปูได้
เอริคเคลื่อนกายไปหาชุดนอนมาทิ้งร่างลงที่โซฟากลางเก่ากลางใหม่ หัวใจที่อบอุ่นขึ้นทำให้เขาอยากนอนหลับและฝันถึงอนาคตอย่างที่เคยวาดหวัง ครอบครัวที่อบอุ่นมีภรรยาค่อยห่วงใยมีลูกให้ต้องดูแลมีหน้าที่การงานให้รับผิดชอบมีคำว่าสามีที่ดีเป็นหลักค้ำประกันชีวิต ไม่มีผู้ชายคนไหนไม่ต้องการ และเอริค ชาร์ล ก็อยากจะเป็นเฟอร์เฟ็คแมนคนนั้น อย่างเช่นบิดาที่เป็นลูกครึ่งไทย- อเมริกันพึงกระทำต่อภรรยาชาวอเมริกันมารดาของเขาจนกระทั้งวาระสุดท้ายของชีวิตทั้งคู่ในห้วงมหาสมุทรแปซิฟิค มันอาจจะไม่ใช่เซ็กซ์สำหรับชีวิตคู่อย่างที่เขาเข้าใจมา แต่มันคือความรักต่างหากที่ทำให้ชีวิตคู่ดำเนินราบเรียบและยาวนาน...
ก้ามปู...ช่วยสอนให้อารู้จักกับความรักด้วยนะ ...อาพร้อมจะเรียนรู้มันจากเรา...



smithping:
คุณอาริคนี่ พูดอะไรง่ายไปซะหมดเลย แต่บทนี้ค่อยยังชั่วไม่โหดร้ายมาก
ได้คุยกันดีๆ (หน่อย)บ้าง

นำร่อง

[0] ดัชนีข้อความ